ปกติมักเห็นงานแต่งตัวให้หมาแมว แต่งานนี้เป็นงานของกระต่าย มีการแข่งขันแฟชั่นแต่งตัวกระต่ายในงานแร็บบิต เฟสต้า ในเมืองโยโกฮามา จังหวัดคานางาวะ มีบรรดาคนรักกระต่ายมาชุมนุมกันกว่า 8,000 คน ส่วนงานจัดขึ้น 2 วันช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (ภาพ-เอเอฟพี)
more »»
วันจันทร์, พฤศจิกายน 16, 2009
วันจันทร์, พฤศจิกายน 2, 2009
ทำไมคนจึงพลาดและจะลดได้อย่างไร
ป้ายกำกับ: จิปาถะรายงานโดย :เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย:
หนังสือชื่อ Why we make mistakes โดย Joseph T. Hallinan อดีตนักเขียนจากวอลสตรีท เจอร์นัล และเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ เขียนโดยวิจัยค้นคว้าอย่างดี
เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับสาเหตุที่คนส่วนใหญ่มักทำผิด พร้อมทั้งข้อแนะนำที่จะช่วยลด
ลองดูตัวอย่างบางส่วนที่น่าทึ่งดูครับ
1.อุบัติภัยหลายอย่างเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น 70% ของเครื่องบินตก 90% ของอุบัติเหตุรถยนต์ 90% ของอุบัติเหตุในที่ทำงาน ที่น่าคิดคือส่วนใหญ่เกิดจากการไม่รู้ตัวของพวกเรากันเอง ซึ่งส่วนใหญ่เรามีอคติว่ามาจากสาเหตุอื่นๆ
2.เราต้องจำรหัส Passwords มากมายกว่า 50% จะลืมในหนึ่งสัปดาห์ และกว่า 65% จะลืมใน 3 เดือน ความจำของเรานั้นไม่น่าจะทำให้เราจดจำสิ่งต่างๆ มากกว่า 5 เรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน
3.เราจำชื่อคนได้เพียง 31% และจำนามสกุลได้ 31% แต่ว่าเราจำว่าเขาทำงานเกี่ยวกับอะไรได้ถึง 69% หน้าที่ งานอดิเรก และสถานที่มีความหมายในการช่วยจำได้มากกว่าชื่อ
4.เราทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้ งานวิจัยหนึ่งพบว่าใน 1 ชั่วโมงพนักงานจะถูกกิจกรรมแทรกกว่า 20 ครั้ง หรือทุกๆ 3 นาที สมองเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำการตัดสินใจเรื่องมากกว่า 2 เรื่องในเวลาเดียวกัน เราทำการตัดสินใจทีละเรื่อง เสมือนกับการที่บางคนพยายามก้าวขึ้นบันไดทีละหลายๆ ขั้น เพราะคิดว่าจะเร็วกว่าการก้าวทีละขั้นนั้น หลายครั้งกลับทำเวลาได้พอๆ กัน
5.การโดนกิจกรรมแทรกนั้นเกิดปัญหาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ลืมสิ่งที่คิดจะทำ หรือลืมสิ่งที่ได้วางแผนว่าจะทำ มีโอกาสลืมสูงถึง 40% และในขณะที่กำลังจะเริ่มทำงานต่อนั้น บางครั้งเราต้องใช้เวลาเริ่มปะติดปะต่อถึง 15 นาที หากว่าเราโดนแทรกด้วยงานที่เครียด เช่น การรับสายโทรศัพท์
6.เราส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเราเหนือกว่ามาตรฐาน คนอื่นอาจจะพลาดแต่ว่าเราฉลาดกว่า บางคนคิดว่าการอ่านมาก (หรือมีประสบการณ์มาก หรือฟังมามาก) ทำให้เขาฉลาดกว่าคนอื่น ที่จริงแล้วทำให้เขามั่นใจมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้มากกว่า มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคาร์นีกีเมลลอน ลองให้นักศึกษา 2 กลุ่มอ่านบทเรียน กลุ่มแรกอ่านบทเรียนเต็ม 5,000 คำ อีกกลุ่มอ่านบทสรุปที่มี 1,000 คำ โดยให้เวลาเต็มที่ทั้งสองกลุ่มราวๆ 2030 นาที กลุ่มที่อ่านบทสรุปเข้าใจมากกว่า เข้าทำนอง Information Overload หรือ “ข้อมูลล้น”
7.คนส่วนใหญ่มั่นใจในตัวเองเกินความเป็นจริง มีการทดลองให้คนที่ทำงานในแต่ละอุตสาหกรรมมาทดสอบความรู้โดยให้เขาประเมินว่าหากต้องตอบคำถามในงานและอุตสาหกรรมของตนเองแล้วเขาจะผิดพลาดเท่าไร ผู้บริหารจากวงการโฆษณากลุ่มหนึ่งบอกว่าน่าจะผิดไม่เกิน 10% ผลทดสอบออกมาผิดจริงถึง 61% ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์คาดว่าพวกเขาเองน่าจะผิด 5% ผลออกมาผิดถึง 80%
8.ในงานวิจัยเรื่องความปลอดภัยพบว่า นักบินมีโอกาสผิดพลาดทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัย 5.6% ในขณะที่หมอและพยาบาลมีสูงกว่าถึงสามเท่าคือ 17.5% และในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลมีอัตราส่วนสูงถึง 12 เท่าของนักบิน
แล้วเราจะทำให้ความผิดพลาดลดลงได้อย่างไร บางส่วนที่ผู้เขียนแนะนำคือ
1.เรียนรู้จากความผิดพลาด เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น ยอมรับว่าเราอาจจะเป็นต้นเหตุ แต่ว่ามีคนบางคนที่คิดว่าความเฉลียวฉลาดเป็นสิ่งถาวร เมื่อเขาเป็นคนที่ฉลาดหากเกิดความผิดพลาดขึ้น น่าจะมาจากสาเหตุอื่นหรือคนอื่น แทนที่จะพยายามมองตามความเป็นจริง มันทำให้เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำผิด เขาก็พลอยที่จะหลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้จากบทเรียนนั้นๆ ด้วย
2.บันทึกผลการตัดสินใจแล้วเทียบเคียงของจริง เช่น สมมติว่าเราเล่นหุ้น ตอนตัดสินใจเลือกซื้อตัวไหน ก็ขอให้บันทึกด้วยว่ามีตัวอื่นที่เราคิดว่าจะซื้อแต่ไม่ได้ซื้อ บันทึกเหตุผลของการตัดสินใจในทางเลือกที่เราไม่เลือก หลังจากนั้นระยะหนึ่งลองประเมินดูว่าดุลยพินิจของเรากับตัวที่ไม่เลือกนั้นเป็นอย่างไร และเรียนรู้เกี่ยวกับดุลยพินิจของเรา
3.ถามตัวเองก่อนตัดสินใจสำคัญว่า อาจเกิดความผิดพลาดอะไรได้บ้าง
4.ให้คู่สมรสตรวจคำผิด
5.นอนให้พอ
6.สุขใจ เพราะจะมีความคิดสร้างสรรค์สูง และโอกาสทำพลาดต่ำกว่า
วันพุธ, ตุลาคม 28, 2009
Don"t be long.
ป้ายกำกับ: ฝึกหัดภาษาอังกฤษสวัสดีจ้าน้องๆ ที่น่ารักทุกคน
Don"t be เป็นประโยคคำสั่ง ใช้พูดในวงสนทนาที่ไม่เป็นทางการ
Don"t be late. แปลว่า อย่าสายนะ
ส่วนที่จะพูดกันวันนี้คือ Don"t be long. แปลว่า อย่านานนะ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ Be quick.
ตัวอย่าง เหตุเกิดในชั่วโมงชมรมดูหนัง
นก (พูดตอนขอทางออกจากห้องเรียน) Will you excuse me? ขอโทษค่ะ
พี่น้ำ Where are you going? น้องจะไปไหนน่ะ
นก I"m going to make a phone call. หนูจะออกไปโทรศัพท์
พี่น้ำ But the movie is going to start soon. แต่หนังจะเริ่มฉายแล้วนะ
นก I"ll be right back. เดี๋ยวหนูกลับมาค่ะ
พี่น้ำ Don"t be long. อย่านานล่ะ
คอลัมน์ ฝึกหัดภาษาอังกฤษ
พี่ปู
ที่มา นสพ.ข่าวสด
more »»
วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2009
6 พฤติกรรมต้องห้าม ดึงพลังในตัวคุณ
ป้ายกำกับ: Life Styleเพิ่งจะบ่ายสามโมงแท้ๆ แต่ทำไมตัวคุณเหมือนรู้สึกเหมือนเป็นเวลาตี 3 ค่ำคืนช่างยาวนาน ตอบได้ง่ายๆเลยว่า เพราะนิสัยหรือพฤติกรรมบางอย่างที่คุณทำเป็นประจำ และเจ้าพฤติกรรมเหล่านี้แหละที่ดูดพลังและความสนใจในตัวคุณไปจนหมดสิ้น
วันนี้เรามี 6 พฤติกกรรมที่ดึงพลังงานในตัวคุณไปโดยไม่รู้ตัวมาฝาก พร้อมวิธีแก้ไขฉบับด่วน ทันใจ
1.พฤติกรรมเสพติดอีเมล
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทุกวันนี้ ทำให้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถรับ-ส่งอีเมลได้แบบไม่จำกัด ไม่เฉพาะแต่ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าแบล็กเบอร์รี่ที่คุณพกติดตัวอีกด้วย และเชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่คิดว่าการเช็คอีเมล เพื่ออัพเดทข่าวสารรอบตัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจะช่วยให้เพิ่มพลังในตัวคุณ แต่ในทางกลับกัน การใช้เวลากว่าค่อนวันไปกับการเช็ค และตอบอีเมลนับพันฉบับนี้ เป็นศัตรูตัวฉกาจในการดึงพลังงานในตัวคุณไปโดยไม่รู้ตัว
วิธีแก้
ทางที่ดีที่สุด คือ ปิดเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้สื่อสารของคุณในช่วงที่หัวของคุณแล่นสุดๆในการทำงาน ซึ่งคนส่วนใหญ่ลงมติว่าเป็นช่วงเช้า นอกจากนี้คุณควรกำหนดเวลาในการเช็คอีเมลของตัวคุณเองด้วยการทยอยเช็คเมลชั่วโมงหล่ะครั้ง แทนที่จะเช็คทุกครั้งเมื่อมีอีเมลเข้ามา
2.กองขยะแบบหย่อมๆบนโต๊ะทำงานของคุณ
คุณลองนึกภาพของห่้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด หรือโน้ตมหาศาลที่แปะอยู่ที่ตู้เย็น ความรู้สึกอึดอัดเหล่านี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับโต๊ะทำงานของคุณที่เต็มไปด้วยกองกระดาษ แฟ้มงานที่วางอย่างระเกะระกะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนไปตัวสะท้อนถึงความไม่มีระบบ ระเบียบ ก่อให้เกิดความกังวล
วิธีแก้ ขอให้คุณใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการจัดระเบียนโตีะของคุณ เพื่อให้ความรู้สึกสบายตราทุกคนที่มองไปรอบๆ ให้สายตาของคุณได้พักผ่อน มากกว่าการกวาดตาไปเจอกับกองพะเนิน ซึีงคุณอาจนำวิธีนี้ไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น การเคลียร์โน้ตต่างๆที่ตู้เย็นก่อนเข้านอนทุกคืน เพื่อความสะอาดตาสบายใจ
3.การอยู่ในท่าทางหรืออิริยาบถที่ไม่เอื้ออำนวย
การนั่งทำงานในออฟฟิชเป็นเวลานานๆต่อวัน ย่อมส่งผลต่ออาการเมื่อยล้าของร่างกาย ระบบความดันเลือด ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองอยู๋ในระดับต่ำ จนรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น
วิธีแก้ หันมาปฎิวัตินั่งหลังตรง ขาทั้งสองวางตั้งฉากขนานกับพื้น แขนทั้งสองทุกมุมเหมาะกับแป้นคีย์บอร์ด ปล่อยไล่ทั้งสองข้างทิ้งตัววางสบายๆ ไม่ตั้งชันขึ้นมาระดับหู ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณให้อยู่ในระดับสายตา ที่สำคัญอย่านั่งแช่อยู่ท่าเดิมทั้งวัน ทางที่ดีควรตั้งเวลาไว้ในใจว่า นานแค่ไหนคุณควรจะลุกออกไปผ่อนคลายซะบ้าง
4.จมปลักอยู่กับอากาศแย่ๆ
เพราะการทำงาน 8 ชม. ต่อวัน ทำให้ต้องทนอยู่สถานที่เดิมๆเป็นเวลานาน โดยที่คุณไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเชื้อโรคมหาศาลแค่ไหนที่จะจู่โจมถึงตัวคุณ ทั้งจากพื้นพรม โต๊ะทำงาน หรือการหายใจเข้า-ออกของแต่คน
ทางแก้ หาเวลาออกไปสูดอากาศข้างนอกซะบ้าง ถ้าเป็นไปไดทุก 10 นาทีก็ดี ที่สำคัญอย่าสวมรองเท้าผ้าของคุณออกไปเหยียบพื้นที่สกปรกด้านนอก
5.กินมื้อใหญ่แบบม้วนเดียวจบ
ถูกต้อง ที่การรับประทานอาหารมื้อใหญ่จะช่วยเพิ่มพลังงานมหาศาลให้กับคุณ แต่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงกลับจะมาเยือนคุณในช่วงบ่ายของวันแทน เพราะในมื้อกลางวันที่คุณอิ่มเอมไปกับอาหารรสเลิศ อุดมไปด้วยน้ำตาลและแคลอรี่ที่ดูดซึมเข้าร่างกาย ระดับกลูโคสที่มากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ร่างกายต้องเร่งผลิตสารอินซูลิน เพื่อใช้น้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดให้หมด ดังนั้น ทางที่ดีคุณจึงควรกระจายอาจมื้อหนัก-เบาให้เท่ากันตลอดทั้งวัน เพื่อรักษาการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้อยู่ในระดับที่สมดุล
วิธีแก้ รับประทานอาหารทุกๆ 4 ชม.แทนที่จะเป็น 6 ชม. โดยคุณอาจหาอะไรเบาๆรับประทานระหว่างมื้ออาหาร เช่น โยเกิร์ต กาแฟ หรือ สแน็กซ์
6.ใช้ชีวิตอยู่แต่กับแสงไฟเทียม
ชีวิตของคนเราก็เหมือนจังหวะดนตรีที่ขึ้น-ลงตามแสงอาทิตย์ เมื่อไหร่ที่คุณตื่นเช้ามา และลืมตารับอรุณด้วยแสงแดดอ่อนๆ สมองของคุณจะรับรู้สัญญาณทันทีเลยว่า นี่คือเวลาสำหรับการปรุกเร้าร่างกายให้ตื่นแล้ว ในทางกลับกัน หากคุณตื่นมาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น และไม่ค่อยได้พบหรือสัมผัสกับแสงอาทิตย์ระหว่างวันเท่าที่ควร คุณจะมีอาการเหมือนกับคนที่อ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน
วิธีแก้
แทนที่คุณจะนั่งชิลจิบกาแฟ คุณควรหาเวลาวันละ 10-20 นาที สำหรับการออกไปเดินเล่นเพื่อรับแสงอาทิตย์ระหว่างวันซะบ้าง
เรียบเรียงจาก yahoo
เพิ่งจะบ่ายสามโมงแท้ๆ แต่ทำไมตัวคุณเหมือนรู้สึกเหมือนเป็นเวลาตี 3 ค่ำคืนช่างยาวนาน ตอบได้ง่ายๆเลยว่า เพราะนิสัยหรือพฤติกรรมบางอย่างที่คุณทำเป็นประจำ และเจ้าพฤติกรรมเหล่านี้แหละที่ดูดพลังและความสนใจในตัวคุณไปจนหมดสิ้น
วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” มี 6 พฤติกกรรมที่ดึงพลังงานในตัวคุณไปโดยไม่รู้ตัวมาฝาก พร้อมวิธีแก้ไขฉบับด่วน ทันใจ
1.พฤติกรรมเสพติดอีเมล
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทุกวันนี้ ทำให้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถรับ-ส่งอีเมลได้แบบไม่จำกัด ไม่เฉพาะแต่ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าแบล็กเบอร์รี่ที่คุณพกติดตัวอีกด้วย และเชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่คิดว่าการเช็คอีเมล เพื่ออัพเดทข่าวสารรอบตัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจะช่วยให้เพิ่มพลังในตัวคุณ แต่ในทางกลับกัน การใช้เวลากว่าค่อนวันไปกับการเช็ค และตอบอีเมลนับพันฉบับนี้ เป็นศัตรูตัวฉกาจในการดึงพลังงานในตัวคุณไปโดยไม่รู้ตัว
วิธีแก้
ทางที่ดีที่สุด คือ ปิดเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้สื่อสารของคุณในช่วงที่หัวของคุณแล่นสุดๆในการทำงาน ซึ่งคนส่วนใหญ่ลงมติว่าเป็นช่วงเช้า นอกจากนี้คุณควรกำหนดเวลาในการเช็คอีเมลของตัวคุณเองด้วยการทยอยเช็คเมลชั่วโมงหล่ะครั้ง แทนที่จะเช็คทุกครั้งเมื่อมีอีเมลเข้ามา
2.กองขยะแบบหย่อมๆบนโต๊ะทำงานของคุณ
คุณลองนึกภาพของห่้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด หรือโน้ตมหาศาลที่แปะอยู่ที่ตู้เย็น ความรู้สึกอึดอัดเหล่านี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับโต๊ะทำงานของคุณที่เต็มไปด้วยกองกระดาษ แฟ้มงานที่วางอย่างระเกะระกะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนไปตัวสะท้อนถึงความไม่มีระบบ ระเบียบ ก่อให้เกิดความกังวล
วิธีแก้ ขอให้คุณใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการจัดระเบียนโตีะของคุณ เพื่อให้ความรู้สึกสบายตราทุกคนที่มองไปรอบๆ ให้สายตาของคุณได้พักผ่อน มากกว่าการกวาดตาไปเจอกับกองพะเนิน ซึีงคุณอาจนำวิธีนี้ไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น การเคลียร์โน้ตต่างๆที่ตู้เย็นก่อนเข้านอนทุกคืน เพื่อความสะอาดตาสบายใจ
3.การอยู่ในท่าทางหรืออิริยาบถที่ไม่เอื้ออำนวย
การนั่งทำงานในออฟฟิชเป็นเวลานานๆต่อวัน ย่อมส่งผลต่ออาการเมื่อยล้าของร่างกาย ระบบความดันเลือด ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองอยู๋ในระดับต่ำ จนรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น
วิธีแก้ หันมาปฎิวัตินั่งหลังตรง ขาทั้งสองวางตั้งฉากขนานกับพื้น แขนทั้งสองทุกมุมเหมาะกับแป้นคีย์บอร์ด ปล่อยไล่ทั้งสองข้างทิ้งตัววางสบายๆ ไม่ตั้งชันขึ้นมาระดับหู ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณให้อยู่ในระดับสายตา ที่สำคัญอย่านั่งแช่อยู่ท่าเดิมทั้งวัน ทางที่ดีควรตั้งเวลาไว้ในใจว่า นานแค่ไหนคุณควรจะลุกออกไปผ่อนคลายซะบ้าง
4.จมปลักอยู่กับอากาศแย่ๆ
เพราะการทำงาน 8 ชม. ต่อวัน ทำให้ต้องทนอยู่สถานที่เดิมๆเป็นเวลานาน โดยที่คุณไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเชื้อโรคมหาศาลแค่ไหนที่จะจู่โจมถึงตัวคุณ ทั้งจากพื้นพรม โต๊ะทำงาน หรือการหายใจเข้า-ออกของแต่คน
ทางแก้ หาเวลาออกไปสูดอากาศข้างนอกซะบ้าง ถ้าเป็นไปไดทุก 10 นาทีก็ดี ที่สำคัญอย่าสวมรองเท้าผ้าของคุณออกไปเหยียบพื้นที่สกปรกด้านนอก
5.กินมื้อใหญ่แบบม้วนเดียวจบ
ถูกต้อง ที่การรับประทานอาหารมื้อใหญ่จะช่วยเพิ่มพลังงานมหาศาลให้กับคุณ แต่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงกลับจะมาเยือนคุณในช่วงบ่ายของวันแทน เพราะในมื้อกลางวันที่คุณอิ่มเอมไปกับอาหารรสเลิศ อุดมไปด้วยน้ำตาลและแคลอรี่ที่ดูดซึมเข้าร่างกาย ระดับกลูโคสที่มากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ร่างกายต้องเร่งผลิตสารอินซูลิน เพื่อใช้น้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดให้หมด ดังนั้น ทางที่ดีคุณจึงควรกระจายอาจมื้อหนัก-เบาให้เท่ากันตลอดทั้งวัน เพื่อรักษาการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้อยู่ในระดับที่สมดุล
วิธีแก้ รับประทานอาหารทุกๆ 4 ชม.แทนที่จะเป็น 6 ชม. โดยคุณอาจหาอะไรเบาๆรับประทานระหว่างมื้ออาหาร เช่น โยเกิร์ต กาแฟ หรือ สแน็กซ์
6.ใช้ชีวิตอยู่แต่กับแสงไฟเทียม
ชีวิตของคนเราก็เหมือนจังหวะดนตรีที่ขึ้น-ลงตามแสงอาทิตย์ เมื่อไหร่ที่คุณตื่นเช้ามา และลืมตารับอรุณด้วยแสงแดดอ่อนๆ สมองของคุณจะรับรู้สัญญาณทันทีเลยว่า นี่คือเวลาสำหรับการปรุกเร้าร่างกายให้ตื่นแล้ว ในทางกลับกัน หากคุณตื่นมาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น และไม่ค่อยได้พบหรือสัมผัสกับแสงอาทิตย์ระหว่างวันเท่าที่ควร คุณจะมีอาการเหมือนกับคนที่อ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน
วิธีแก้
แทนที่คุณจะนั่งชิลจิบกาแฟ คุณควรหาเวลาวันละ 10-20 นาที สำหรับการออกไปเดินเล่นเพื่อรับแสงอาทิตย์ระหว่างวันซะบ้าง
เรียบเรียงจาก yahoo
วันพุธ, ตุลาคม 21, 2009
Between you and me.
ป้ายกำกับ: ฝึกหัดภาษาอังกฤษสวัสดีน้องๆ ที่น่ารัก
เมื่อต้องการพูดว่าเรื่องนี้เป็นความลับที่รู้กันแค่เราสองคน
อาจพูดว่า Between you and me. ดูตัวอย่างนะ
เอ : Did you see Romeo and Juliet? เธอดูหนังเรื่องโรมีโอกับจูเลียตหรือเปล่า
บี : Yeah. It was sad, wasn"t it? ดูสิ เศร้ามากเลยเนอะ
เอ : Pretty much. ใช่ มากมาย
บี : I never expected that ending. ฉันไม่คิดว่าจะจบแบบนี้
เอ : Between you and me. I cried. รู้กันแค่เราสองคนนะ ฉันร้องไห้ด้วย
บี : Me too! ฉันก็เหมือนกัน
ส่งท้ายด้วยคำคมของ อัล แบตต์ (Al Batt) นักเขียนและนักพูดชาวอเมริกัน
The secret of happiness is to make others believe they are the cause of it. ความลับของความสุขคือการทำให้คนอื่นๆ เชื่อว่าพวกเขาเป็นที่มาของความสุข
แล้วพบกันใหม่จ้า
คอลัมน์ ฝึกหัดภาษาอังกฤษ
พี่ปู
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






